๑. นานาชาติ
ประเทศต่างๆ ที่มีพระมหากษัตริย์ ได้ถวายพระราชสมัญญา
"มหาราช" หรือ "The great" ดังตัวอย่างเรียงตามตัวอักษรภาษาอังกฤษต่อไปนี้
Abbas the Great, อิหร่าน
Akbar the Great, อินเดีย
Albert the Great, เยอรมัน
Alexander the Great, มาซิดอน
Alfred the Great, อังกฤษ
Alfonso the Great, ลีออน
Anthony the Egypt, อียิปต์
Ashoka the Great, อินเดีย
Boleslaus the Great, โปแลนด์
Buddha Yodfa Chulaloke the Great, ไทย
Canute the Great, เดนมาร์ก
Casimir the Great, โปแลนด์
Catherine the Great, รัสเซีย
Charlemagne the Great, ยุโรป
Chulalongkorn the Great, ไทย
Constantine the Great, โรม
Cyrus the Great, อิหร่าน
Darius the Great, อิหร่าน
Frederick the Great, ปรัสเซีย
Genghis Khan the Great, มองโกเลีย
Gertrude the Great, เฮฟตา
Gustavus Adolphus the Great, สวีเดน
Gwanggaeto the Great, เกาหลี
Hanno the Great, คาร์เทจ
Henry IV the Great, ฝรั่งเศส
Herod the Great, จูเดีย
Ivan the Great, รัสเซีย
John the Great, โปรตุเกส
John Paul II the Great, โรม
Justinian the Great, ไบแซนเทิน
Kamehameha the Great, ฮาวาย
Karim Khan the Great, อิหร่าน
Llywelyn the Great, เวลส์
Louis the Great, ฮังการีและโปแลนด์
Louis the Great, ฝรั่งเศส
Mithridates the Great, พาร์เธีย
Mithridates the Great, พอนทัส
Moctezuma the Great, แอสเท็ค
Mubarak Al-Sabah the Great, คูเวต
Napoleon the Great, ฝรั่งเศส
Otto I the Great, โรม
Pacal the Great, มายา
Peter the Great, รัสเซีย
Peter III the Great, อรากอนท์
Pompey the Great, โรม
Prokop the Great, โบร์เมีย
Rameses the Great, อียิปต์ โบราณ
Reza Shah the Great, อิหร่าน
Rhodri the Great, เวลส์
Sancho III the Great, นาแวร์
Shapur the Great, อิหร่าน
Sargon the Great, อัคคัด
Sejong the Great, เกาหลี
Simeon I the Great, บัลแกเลีย
Stephen the Great, Moldova, โรมาเนีย
St. Basil the Great, แคปปาดาเซีย
St. Gregory the Great, โรม
Saint James the Great, โรม
St. Leo the Great, โรม
St. Macarius the Great, อียิปต์
St. Nicholas the Great, โรม
Theodoric the Great, ออสโทรกอร์ธ
Theodosius the Great, โรม
Tigranes the Great, อาร์เมเนีย
Valdemar I the Great, เดนมาร์ก
Vytautas the Great, ลิทัวเนีย
William V the Great, อคิวเทน
Xerxes the Great, อิหร่าน
Yu the Great, จีน
๒. ประเทศไทย
      บางแหล่งกล่าวว่า มีมหาราชในประเทศไทย ๑๐ พระองค์ แต่บางแหล่งก็ไม่นับสมัยโบราณ อาทิ
พระเจ้าเมงรายมหาราช เป็นต้น ฉะนั้น จึงมีผู้กล่าวว่า ประเทศไทยมีมหาราช ๖ พระองค์ถ้ายังไม่นับ
พระภูมิพลมหาราช
  ๒.๑ พ่อขุนรามคำแหงมหาราช
   

     พ่อขุนรามคำแหงมหาราชแห่งราชอาณาจักรสุโขทัย เป็นพระราชโอรสองค์ที่สามของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ปฐมกษัตริย์แห่งกรุงสุโขทัยและพระนางเสือง  เมื่อพ่อขุนรามคำแหงมหาราชมีพระชันษาได้  ๑๙  ปี  ได้ชนช้างชนะขุนสามชนเจ้าเมืองฉอด       พ่อขุนศรีอินทราทิตย์จึงพระราชทานนามว่า    “พระรามคำแหง”     ต่อมาเป็น
พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๓   แห่งราชวงศ์พระร่วง    หลังจากรัชสมัยพ่อขุนศรีอินทราทิตย์และพ่อขุนบานเมือง
ไม่มีหลักฐานยืนยันเกี่ยวกับการสิ้นพระชนม์ของพระองค์        แต่สันนิษฐานกันว่าพ่อขุนรามคำแหงสิ้นพระชนม์ในราวปี พ.ศ. ๑๘๖๐   รวมเวลาครองราชย์ประมาณ ๔๐ ปี ขณะที่บางแหล่งข้อมูลกล่าวว่า   พ่อขุนรามคำแหงมหาราชครองราชสมบัติตั้งแต่ พ.ศ. ๑๘๒๒ ถึง ๑๘๔๒ รวมเป็นเวลา ๒๐ ปีเท่านั้น

     อย่างไรก็ตามระหว่างการครองราชย์ของพระองค์ พ่อขุนรามคำแหงมหาราชได้ทรงประกอบราชกิจที่สำคัญไว้มากมาย       เพราะทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงอัจฉริยภาพทั้งด้านการปกครอง   เศรษฐกิจ   ศาสนา   และศิลปวิทยาต่าง ๆ ราชกิจที่สำคัญสมควรกล่าวถึงดังนี้ อาทิ

  • เมื่อแรกตั้งอาณาจักรสุโขทัย อาณาเขตยังไม่กว้างขวาง พ่อขุนรามคำแหงมหาราช
    ได้ทรงมีความเข้มแข็งในการรบช่วยพระราชบิดาสู้รบกับศัตรูอย่างกล้าหาญ
    เมื่อมีพระชันษาเพียง ๑๙ ปี ได้ทรงชนช้างกับขุนสมาชนเจ้าเมืองฉอด
    ที่ยกกองทัพมารุกรานกรุงสุโขทัยจนได้ชัยชนะ และเมื่อได้เป็นกษัตริย์
    พระองค์สร้างความเจริญรุ่งเรืองแก่ราชอาณาจักรไทยอย่างมาก ได้ทรงป้องกันบ้านเมือง
    และแผ่ราชอาณาจักรกว้างขวางออกไปทุกทิศทางอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
    จนเป็นที่เกรงขามของประเทศเพื่อนบ้าน
  • พระองค์ทรงเจริญทางพระราชไมตรีกับประเทศใกล้เคียง เช่น เจ้าเมืองเชียงใหม่
    เจ้าเมืองพะเยาแห่งอาณาจักรลานนา ประเทศจีน พระองค์ได้ทรงนำช่างทำถ้วยชามชาวจีน
    มาสอนคนไทยทำเครื่องเคลือบซึ่งมีชื่อเป็นที่รู้จักกันว่า “สังคโลก”
    พระองค์ส่งเสริมการค้าอย่างเสรี โดยไม่เก็บภาษีทั้งภายในและ ภายนอกประเทศ
    ทรงติดต่อค้าขายกับประเทศอื่น เช่น มลายู ชวา และลังกา
  • ในด้านการปกครอง พระองค์ทรงปกครองพลเมืองให้ได้รับความร่มเย็น
    พระองค์ทรงดูแลทุกข์สุขของราษฎรอย่างใกล้ชิด ได้โปรดให้แขวนกระดิ่งที่ประตูพระราชวัง
    เปิดโอกาสให้มีการเข้าเฝ้า ร้องทุกข์ สั่นกระดิ่งถวายฎีกาได้ ทั้งยังทรงส่งเสริมพุทธศาสนา
    โดยนำพุทธศาสนาลัทธิเถรวาทจากลังกามาเผยแพร่ในราชอาณาจักรสุโขทัยจนเป็นปึกแผ่น
    ทรงจัดให้มีพระภิกษุแสดงพระธรรมเทศนาอบรมจิตใจประชาชนก่อให้เกิดความสุขสงบ
  • พระราชกิจที่สำคัญยิ่งสำหรับชาติ คือ ทรงประดิษฐ์อักษรไทยใน พ.ศ. ๑๘๒๖
    แล้วโปรดให้จารึกลงบนหลักศิลา ซึ่งตัวอักษรนี้เป็นต้นเค้าของตัวหนังสือไทยในปัจจุบัน
    และทรงจารึกเหตุการณ์ในสมัยนั้นลงไว้ซึ่งมีคุณค่ามากในการศึกษาประวัติศาสตร์ไทยต่อคนสมัยหลัง
  ๒.๒ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
   

     สมเด็จพระนเรศวรแห่งราชอาณาจักรศรีอยุธยา                 พระมหากษัตริย์ผู้ทรงกอบกู้เอกราชของชาติไทย เสด็จพระราชสมภพเมื่อปี  พ.ศ. ๒๐๙๘     ที่เมืองพิษณุโลก     เป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระมหาธรรมราชา กับพระวิสุทธิกษัตรี พระนามเดิมของสมเด็จพระนเรศวร คือ พระองค์ดำ

     ในปี พ.ศ. ๒๑๐๓ พระเจ้ากรุงหงสาวดีบุเรงนองยกกองทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาได้สำเร็จ และทรงขอให้พระองค์ดำไปเป็นองค์ประกัน  ณ  กรุงหงสาวดี     ซึ่งขณะนั้นพระองค์ดำมีพระชนมายุ ๙ ชันษา    จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๑๑๒     กรุงศรีอยุธยาพ่ายแพ้แก่กองทัพหลวงของพระเจ้ากรุงหงสาวดีบุเรงนอง      พม่าได้สถาปนาพระมหาธรรมราชาขึ้นปกครองกรุงศรีอยุธยาในฐานะเมืองประเทศราช เมื่อพระมหาธรรมราชาขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาแล้ว        จึงได้ขอตัวพระนเรศวรกลับคืนจากหงสาวดีเพื่อให้ลงมาช่วยราชการบ้านเมือง เมื่อปี พ.ศ. ๒๑๓๓ พระองค์ได้เสด็จขึ้นครองราชย์ ขณะมีพระชนมายุได้ ๓๕ ชันษา ทรงพระนามว่า สมเด็จพระนเรศวร หรือ สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๒ เมื่อพระชนมายุ ๕๐ ชันษาทรงประชวรและเสด็จสวรรคตเมื่อขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๖ ปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๑๔๘ ครองราชย์ได้ ๑๕ ปี พระราชกรณียกิจและเหตุการณ์สำคัญ ดังนี้

   
พ.ศ. ๒๑๑๓
พ.ศ. ๒๑๑๔
พ.ศ. ๒๑๑๗
พ.ศ. ๒๑๒๑

พ.ศ. ๒๑๒๒

พ.ศ. ๒๑๒๖
พ.ศ. ๒๑๒๗


พ.ศ. ๒๑๒๘
พ.ศ. ๒๑๒๙

พ.ศ. ๒๑๓๓
พ.ศ. ๒๑๓๕

พ.ศ. ๒๑๓๖
พ.ศ. ๒๑๓๗
พ.ศ. ๒๑๔๒
พ.ศ. ๒๑๔๘
เสด็จออกร่วมรบกับทหารโดยขับไล่กองทัพเขมรได้สำเร็จ
ได้รับสถาปนาให้ปกครองเมืองพิษณุโลก มีอำนาจบัญชาการหัวเมืองฝ่ายเหนือ
เสด็จไปสมทบกับทัพหลวงตีเมืองเวียงจันทน์
ทรงทำสงครามขับไล่พระยาจีนจันตุที่ลงเรือหนีไปปากแม่น้ำเจ้าพระยา
พระองค์ทรงแสดงความกล้าหาญในการขับไล่ให้ออกไปจากกรุงศรีอยุธยา
ทรงเป็นแม่ทัพต่อสู้กับพระทศราชาซึ่งคุมกองทัพเขมรเข้ามาตีโคราชและหัวเมืองชั้นใน
ทรงได้รับชัยชนะทั้งที่ทรงมีกำลังน้อยกว่า
ได้เป็นแม่ทัพยกไปช่วยเมืองหงสาวดีไปตีเมืองลุม เมืองคัง ในรัฐไทยใหญ่
ทรงประกาศอิสรภาพของไทย ณ เมืองแครงและกวาดต้อนคนไทยกลับพระนคร
พระองค์ทรงได้รับมอบอำนาจให้บัญชาการบ้านเมืองสิทธิ์ขาดแต่เพียงผู้เดียว
สงครามไทยกับพม่าทางเมืองสุพรรณบุรี ไทยสามารถตีทัพพม่าแตกกลับไป
สงครามไทยกับพม่าที่บ้านสระเกศ ไทยตีพม่าแตกกลับไป
สงครามไทยกับพม่า ไทยตีขับไล่พม่าจนต้องถอยทัพกลับไป
ไม่สามารถเข้าถึงกำแพงพระนครได้
ทรงเสด็จครองราชย์ ณ กรุงศรีอยุธยา สงครามไทยกับพม่า ไทยตีพม่าแตกพ่ายไป
สงครามยุทธหัตถีที่เมืองสุพรรณบุรี ทรงมีชัยชนะฟันพระมหาอุปราชามังกะยอชวา
แห่งกรุงหงสาวดีสิ้นพระชนม์
ทรงยกกองทัพไปตีเขมรและตีได้เมืองเขมร
สงครามไทยกับพม่า ไทยตีได้หัวเมืองมอญ
สงครามไทยกับพม่า ยกทัพไปตีเมืองหงสาวดีได้สำเร็จ
สงครามครั้งสุดท้ายทรงยกทัพไปตีกรุงอังวะ แต่ทรงประชวรกลางทาง
และเสด็จสวรรคตที่เมืองหาง
   
      สมเด็จพระนเรศวรได้ทรงกู้ประเทศชาติให้กลับมามีอิสรภาพพ้นจากอำนาจพม่า ทั้งยังทรงปราบปรามเขมรซึ่งมักทำศึกแทรกแซงขณะที่ไทยกำลังอยู่ในระหว่างสงคราม ทำให้พม่าไม่กล้ายกทัพมารุกรานไทยเป็นเวลาเกือบ ๒๐๐ ปี สมเด็จพระนเรศวรโปรดให้ปรับปรุงการปกครองหัวเมืองใหม่เป็นการรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง ยกเลิกระบบเมืองพระยามหานคร   จัดแบ่งหัวเมืองเป็นหัวเมืองชั้นเอก ชั้นโท และชั้นตรี   ยกเลิกการให้เจ้านายไปปกครองเมืองแล้วให้ขุนนางไปปกครองแทน
  ๒.๓ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช
   

      พระนารายณ์มหาราชแห่งราชอาณาจักรศรีอยุธยา หรืออีกพระนามหนึ่งว่าสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๓ หรือสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสรรเพชญ์ เป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้าปราสาททองกับพระราชเทวี ประสูตรเมื่อเดือนยี่ ปีวอก พ.ศ. ๒๑๗๕ พระองค์ได้ปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๑๙๙ เมื่อพระชนมายุได้ ๒๕ พรรษา    พระองค์ทรงพระปรีชาสามารถทำให้กรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยของพระองค์มีความเจริญก้าวหน้าในทุกด้าน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การต่างประเทศ การศึกษา ศิลปวัฒนธรรม จนได้ชื่อว่าเป็นยุคทองของวรรณคดีในสมัยกรุงศรีอยุธยา

      พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ผู้เป็นที่เลื่องลือในพระราโชบายทางคบค้าสมาคมกับชาวต่างประเทศ
ในรัชสมัยของพระองค์ได้มีชาวตะวันตกเดินทางเข้ามาติดต่อค้าขาย    เผยแพร่ศาสนาตลอดจนเข้ารับราชการทำให้ชาวตะวันตกยอมรับนับถือกรุงศรีอยุธยาเป็นอย่างมาก พระองค์ได้เจริญสัมพันธไมตรีกับอารยะประเทศโดยได้ทรงส่งราชฑูตไปเจริญสัมพันธไมตรีกับพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ แห่งฝรั่งเศส และองค์สังฆราชแห่งกรุงโรม ซึ่งกรุงศรีอยุธยาได้เป็นศูนย์กลางการเผยแพร่คริสตศาสนา พระบาทหลวงได้ตั้งโรงเรียน โรงพยาบาล สมเด็จพระนารายณ์ทรงเห็นว่าเป็นการนำความเจริญมาให้กรุงศรีอยุธยา    พระองค์ได้พระราชทานที่ดินให้สร้างวัดทางคริสตศาสนาด้วย นับเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับชาวยุโรปเป็นครั้งแรกของไทย

      ในปี พ.ศ. ๒๒๓๐ สมเด็จพระนารายณ์ทรงประกาศสงครามกับอังกฤษเนื่องจากมีเหตุบาดหมางกันในเรื่องการค้าขายกับอินเดีย รัฐบาลอังกฤษให้เรียกตัวคนอังกฤษที่รับราชการอยู่ในไทยกับประเทศ    ต่อมาชาวอังกฤษได้มาก่อความวุ่นวายในเมืองมะริดและรุกรานไทยก่อน  แต่ไม่สามารถทำอะไรไทยได้ เนื่องจากขณะนั้นมีทหารฝรั่งเศสรักษาเมืองมะริดอยู่

      ในด้านการค้าพระองค์ได้ทรงปรับปรุงกรมพระคลังสินค้า โปรดเกล้าฯ ให้ต่อเรือกำปั่นหลวงเพื่อทำการค้ากับต่างประเทศ ทำให้กรุงศรีอยุธยาเป็นศูนย์กลางการค้ากับชาวต่างประเทศ สมเด็จพระนารายณ์มิใช่เพียง ทรงพระปรีชาสามารถทางด้านการฑูตเท่านั้น หากยังทรงเป็นกวีและทรงอุปถัมภ์กวีในยุคของพระองค์อย่างมากมาย จนเป็นเหตุให้เกิดมีกวีที่มีชื่อเสียงหลายคน เช่น พระโหราธิบดี หรือพระมหาราชครู ผู้ประพันธ์หนังสือจินดามณี    ซึ่งเป็นหนังสือเรียนภาษาไทยเล่มแรก    กวีอีกผู้หนึ่ง คือ ศรีปราชญ์    ผู้ประพันธ์หนังสือกำศรวล ศรีปราชญ์และอนิรุทรคำฉันท์

      ในรัชสมัยของพระองค์    แม้ว่าจะมีการค้าขายติดต่อกับต่างประเทศ    แต่ก็ยังมีการทำสงครามหลายครั้ง ครั้งที่สำคัญ   ได้แก่   การยกทัพออกไปตีพม่าที่กรุงอังวะ          และได้มีการยกทัพไปตีเมืองเชียงใหม่สองครั้งจนได้ชัยชนะ

     พระองค์ทรงรักษาเอกราชของชาติให้พ้นจากการเบียดเบียน พระองค์ทรงทำนุบำรุงบ้านเมือง ทรงช่วยเหลือพสกนิกรด้วยการงดเก็บภาษีอากร      ทรงส่งเสริมให้ประชาชนประกอบอาชีพทำนา    ทรงส่งเสริมการค้าขายผลจากการติดต่อกับชาวต่างประเทศนี้ ได้นำประโยชน์ทั้งทางวิชาการและเศรษฐกิจมาสู่บ้านเมืองเป็นอันมาก ด้วยพระปรีชาสามารถของพระองค์ ชาวไทยจึงพร้อมใจกันถวายพระสมัญญานาม “มหาราช” แด่พระองค์ สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเสด็จดำรงราชสมบัติอยู่ ๓๒ ปี สิริรวมพระชนมายุได้ ๕๖ พรรษา พระองค์เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ ๑๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๒๓๑

  ๒.๔ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
   

     สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช หรือพระเจ้ากรุงธนบุรี มีพระนามเดิมว่า “สิน” พระราชสมภพเมื่อ ๑๗ เมษายน พ.ศ. ๒๒๗๗ ในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ พระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา เป็นบุตรของขุนพัฒน์และนางนกเอี้ยง

     พ.ศ. ๒๓๐๑ สมเด็จพระบรมราชาที่ ๓ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายสินเป็นข้าหลวงเชิญท้องตราพระราชสีห์ขึ้นไปชำระความหัวเมืองฝ่ายเหนือ ซึ่งนายสินได้ปฏิบัติราชการด้วยความวิริยะอุตสาหะ จึงได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เป็นหลวงยกกระบัตรเมืองตากช่วยราชการอยู่กับพระยาตาก ครั้นเมื่อพระยาตากถึงแก่กรรมก็ทรงโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนหลวงยกกระบัตร (สิน) เป็นพระยาตากปกครองเมืองตากแทน

      พ.ศ. ๒๓๐๘ พระยาตาก (สิน) ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เข้ามาช่วยราชการสงครามเพื่อป้องกันพม่า ในกรุงศรีอยุธยา พระยาตากมีฝีมือการรบป้องกันพระนครอย่างเข้มแข็ง จึงได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนตำแหน่งเป็นพระยาวชิรปราการ (สิน) สำเร็จราชการเมืองกำแพงเพชรแทนเจ้าเมืองเดิมที่ถึงแก่กรรม

      พ.ศ. ๒๓๑๐ กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าในเดือนเมษายน พระยาตากก็สามารถกอบกู้กรุงศรีอยุธยากลับคืนได้ แต่เมื่อได้ตรวจความเสียหายเห็นว่ากรุงศรีอยุธยาได้รับความเสียหายมากยากที่จะบูรณะ จึงเลือกเมืองธนบุรีเป็นราชธานี

     พ.ศ. ๒๓๑๑ เจ้าตากทรงทำพิธีปราบดาภิเษกเป็นกษัตริย์ครองกรุงธนบุรี เมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม ขณะนั้นมีพระชนมายุ ๓๔ ชันษา ทรงนามว่าสมเด็จพระบรมราชาที่ ๔ แต่ประชาชนทั่วไปนิยมขนานพระนามว่า สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี หรือสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

     พ.ศ. ๒๓๑๔ ทรงสร้างกำแพงเมืองกรุงธนบุรี และยกกองทัพไปตีเขมร

     พ.ศ. ๒๓๒๒ ทรงยกกองทัพไปตีเมืองเวียงจันทน์ และอัญเชิญพระพุทธมหามณีรัตนปฎิมากร พระแก้วมรกตและพระบางมาสู่กรุงธนบุรี การศึกสงครามนี้ส่งผลให้พระราชอาณาจักรไทยเป็นเอกราชและมีความมั่นคงสืบต่อมา

      ในสมัยกรุงธนบุรีได้มีการรวบรวมหัวเมืองต่างๆ เข้ามาในพระราชอาณาจักร เช่น อ่างทอง สิงห์บุรี ลพบุรี นครสวรรค์ และอื่นๆ         สมเด็จพระเจ้าตากสินต้องเสด็จปราบปรามและเกลี้ยกล่อมเจ้าชุมนุมต่างๆ และพวก ให้นอบน้อมยอมสวามิภักดิ์ต่อพระองค์ท่าน รวมประเทศชาติเป็นปึกแผ่น     มีศูนย์การปกครองอยู่ที่กรุงธนบุรีแต่แห่งเดียว นอกจากการเกณฑ์ผู้คนเข้ากองทัพไปราชการสงครามแล้ว ความเดือดร้อนอื่น ๆ ไม่เกิดขึ้น เนื่องจากเป็นพระมหากษัตริย์ทรงทศพิธราชธรรมยิ่ง       มีพระเมตตาต่อพสกนิกรของพระองค์และมีศรัทธาเลื่อมใสในพุทธศาสนา พระองค์ได้ทรงอนุญาตให้ศาสนาลัทธิอื่นเข้ามาเผยแพร่ศาสนาในไทยได้

     ด้านการค้าขาย  พระองค์ทรงทำนุบำรุงการค้าขายทางเรืออย่างเต็มที่  ทรงแต่งสำเภาหลวงออกไปค้าขายทางด้านตะวันออกไปถึงเมืองจีน ทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือถึงอินเดียตอนใต้ ผลประโยชน์ที่ได้รับจากการค้าของหลวงช่วยบรรเทาภาระภาษีของราษฎร    สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงส่งเสริมการนำสินค้าพื้นเมืองไปขายทางเรือ ซึ่งอำนวยผลประโยชน์ต่องานสร้างชาติทำให้ราษฎรมีงานทำ มีรายได้

     ด้านการคมนาคม โปรดให้ตัดถนนและขุดคลองมากขึ้นเพื่อประโยชน์ทางค้าขาย พระองค์ทรงหาโอกาสฟื้นฟูและบำรุงศิลปกรรมไทย โดยเฉพาะทางด้านนาฎดุริยางค์และวรรณกรรม พระองค์พระราชทานโอกาสให้ประชาชนทั่วไปเปิดการสอนและออกโรงเล่นได้โดยอิสระ

      ด้านการศึกษา พระองค์โปรดให้บำรุงการศึกษาตามวัดต่างๆ และโปรดให้ตั้งหอหนังสือหลวงขึ้น ส่วนตำราที่กระจัดกระจายไปเมื่อคราวกรุงแตกก็โปรดให้สืบเสาะหามาจำลองไว้เป็นแบบฉบับ สำหรับผู้สนใจอาศัยคัดลอกกันต่อๆ ไป และที่แต่งใหม่ก็มี

      สมเด็จพระเจ้าตากสินได้รับยกย่องให้เป็น “มหาราช” คือ เมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า พระองค์ทรงกอบกู้เอกราชของไทยกลับคืนมา ทรงรวบรวมชาวไทยที่แตกเป็นหมู่ให้เข้ากันเป็นปึกแผ่น และทรงแผ่พระราชอำนาจออกไปจนเป็นที่เกรงขามแก่บ้านเมืองใกล้เคียง สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชครองราชย์สมบัติกรุงธนบุรีได้ประมาณ ๑๕ ปี เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ ๖ เมษายน ๒๓๒๕ พระชนมายุ ๔๘ พรรษา

  ๒.๕ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ ๑)
   

     พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระปฐมบรมกษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ พระนามเดิมว่า “ทองด้วง” เป็นบุตรคนที่ ๔ ของสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนกและสมเด็จพระบรมราชชนนี พระนามเดิมว่า “หยก” พระองค์ทรงพระราชสมภพเมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๒๗๙

      เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เถลิงถวัลย์ราชสมบัติเมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๕ พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายราชธานีจากฝั่งตะวันตกมายังฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ทรงตั้งพิธียกเสาหลักเมืองพระนครใหม่และพระราชทานนามพระนครใหม่ว่า    “กรุงเทพมหานคร บวรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุธยามหาดิลก      ภพนพรัตน์ราชธานีบุรีรมย์      อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน      อมรพิมานอวตารสถิต      สักกะทัตติยวิษณุกรรมประสิทธิ์” และในปี พ.ศ. ๒๓๒๗ โปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรจากหอพระแก้วในพระราชวังเดิม แห่ข้ามมาประดิษฐาน ณ พระอุโบสถในพระราชวังใหม่ ทรงพระราชทานนามพระอารามว่า วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ยังทรงโปรดเกล้าให้ปฏิสังขรณ์วัดโบราณ พระองค์ทรงให้รวบรวมกฎหมายเก่าชำระให้ถูกต้องจัดเป็นหมวดหมู่ แล้วให้อาลักษณ์ชุบเส้นหมึก ๓ ฉบับ ปิดตราราชสีห์ ตราคชสีห์ และตราบัวแก้วไว้ทุกเล่ม เรียกชื่อทั่วไปว่า “กฎหมายตราสามดวง” พระองค์ทรงมีพระราชประวัติดีเด่นทั้งในราชการทหารและพลเรือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในราชการสงคราม พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ทรงยกทัพและเสด็จพระราชดำเนินไปทรงบัญชาการทัพด้วยพระองค์เอง ในรัชกาลนี้มีศึกสงครามรบกับพม่าถึง ๗ ครั้ง โดยเฉพาะศึกใหญ่ครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๓๒๘ ซึ่งข้าศึกยกทัพใหญ่มาถึง ๕ เส้นทาง รวม ๙ ทัพ การศึกครั้งนี้ข้าศึกแตกพ่าย พระองค์ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทำตำราพิชัยสงครามขึ้นไว้เป็นแบบแผนสำหรับบ้านเมืองด้วย

      ด้านการฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม ในปี พ.ศ. ๒๓๔๐      พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่อง รามเกียรติ์ รวมทั้งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ฟื้นฟูมหรสพของหลวงสำหรับเล่นในงานบ้านเมือง เช่น โขน เป็นต้น พระองค์ยังทรงโปรดให้แต่งบทละครต่าง ๆ ขึ้นแทนของเก่าที่ถูกพม่าเผาทำลาย

      ในศุภมงคลสมัยสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ครบรอบ ๒๐๐ ปี ใน พ.ศ. ๒๕๒๕ นั้น คณะรัฐบาลพร้อมด้วยประชาชนพลเมืองของประเทศไทย ได้ร่วมใจกันถวายความเทิดทูนพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกขึ้นเป็นมหาราชอีกองค์หนึ่ง ทั้งนี้เพราะพระองค์ท่านได้ทรงประกอบพระราชกรณียกิจอันเป็นประโยชน์ยิ่งใหญ่แก่ประเทศชาติ           พระองค์ท่านทรงเป็นปฐมกษัตริย์ทรงสร้างราชธานีใหม่ในทำเลอันเป็นชัยภูมิ พระราชกิจสำคัญยิ่ง คือ การทรงต่อต้านปราบปรามอริราชศัตรู รักษาพระราชอาณาจักรให้ปลอดภัยและเจริญมั่นคง   ทำให้ประเทศใกล้เคียง เช่น ญวน เขมร และลาว เกรงพระบารมีและได้รับพระเมตตา  จึงยอมเป็นข้าขอบขัณฑสีมาอาณาจักรด้วยความนอบน้อม ครั้นตอนบ้านเมืองสงบพระองค์ทรงทำนุบำรุงงานด้านศิลปกรรมและวรรณคดี

      พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงปกครองพระราชอาณาจักรด้วยพระวิริยะอุตสาหะ แม้ทรงเจริญพระชนมพรรษามากแล้ว      ทรงออกว่าราชการมิได้ขาดตราบเสด็จสวรรคตเมื่อ วันที่ ๗ กันยายน พ.ศ. ๒๓๕๒ พระชนมพรรษาได้ ๗๓ พรรษา

  ๒.๖ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือ สมเด็จพระปิยะมหาราช (รัชกาลที่ ๕)
   
      พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ (พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือ พระรามาธิบดีที่ ๕) เสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติปกครองประเทศ เมื่อพระราชบิดา (พระมงกุฎ หรือ พระจอมเกล้า) เสด็จสวรรคต พระองค์เสด็จราชสมภพเมื่อ วันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๓๙๖      ทรงเป็นพระราชโอรสองค์แรกแห่งสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี และ ทรงเป็นพระราชโอรสองค์ที่ ๙ แห่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์เสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติสืบสันติวงศ์ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๑      เมื่อพระชนมายุได้ ๑๕ ชันษา โดยมีเจ้าพระยาศรีสุริยะวงศ์เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์     ช่วงระยะเวลาการครองราชย์เป็นเวลา ๔๒ ปีนี้ เต็มไปด้วยการปฏิรูปอย่างกว้างขวาง และเป็นช่วงที่ประเทศไทยเริ่มเข้าสู่ยุคใหม่       พระองค์ทรงศึกษาระบอบการปกครองจากประเทศตะวันตก สร้างสัมพันธภาพกับประเทศมหาอำนาจ เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส อเมริกา และรัสเซีย และพร้อมกันนี้       ก็ได้ทรงส่งพระราชโอรสไปศึกษาในประเทศตะวันตกอีกด้วย ดูเหมือนว่าพระองค์จะทรงพร้อมที่จะศึกษาแบบอย่างจากประเทศตะวันตก แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ทรงยอมที่จะถูกครอบครองโดยประเทศมหาอำนาจเหล่านั้น เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ไทยพระองค์แรก ที่ทรงเสด็จประพาสยังประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศในเอเชีย และเสด็จเยือนยุโรป ๒ ครั้ง ที่ใดก็ตามที่พระองค์เสด็จไป พระองค์ทรงได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น และพระราชวงศ์ของประเทศต่างๆ ก็ทรงให้เกียรติพระองค์อย่างมากเช่นกัน การปฏิรูปของพระองค์ ส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับแทบจะทุกแง่มุมของชีวิตคนไทย ได้แก่
การประกาศเลิกทาส       การขยายระบบคมนาคมโดยการสร้างทางรถไฟ การจัดตั้งการไปรษณีย์โทรเลขและจัดตั้งให้มีการปกครองโดยใช้ระบอบกระทรวงในปี พ.ศ. ๒๔๓๕ นอกจากนี้พระองค์ยังทรงจัดให้มีการบริการด้านสาธารณะต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านสุขภาพและการศึกษา      แต่โชคร้ายที่ว่าเหตุการณ์ของโลกในขณะนั้นไม่เอื้ออำนวยที่จะให้พระองค์ดำเนินการปฏิรูปการปกครองไปข้างหน้าได้อย่างราบรื่น เพราะเป็นช่วงระยะเวลาแห่งการล่าอาณานิคม ดังนั้นพระองค์จึงต้องปรับนโยบายต่างประเทศของพระองค์ โดยยึดเอาการดำรงไว้ซึ่งความสมดุลระหว่างประเทศที่กำลังแข่งขันล่าอาณานิคม    พระองค์รักษาไว้ซึ่งมิตรภาพระหว่างประเทศมหาอำนาจ      และหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า ในช่วงท้ายของการปกครองของพระองค์ ประเทศไทยได้เสียพื้นที่มากมายให้กับประเทศฝรั่งเศสหลายครั้ง ดังนั้น ในช่วงเวลาวิกฤตเช่นนี้ ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะต้องเสียสละดินแดนในบางส่วน      แต่ก็ยังสามารถรักษาความเป็นเอกราชไว้ได้

     เป็นที่แจ่มชัดแล้วว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระประสงค์ที่จะให้กษัตริย์ใกล้ชิดประชาชน อังงนั้นในปี พ.ศ. ๒๔๑๖ หลังจากที่ทรงเสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติแล้ว พระองค์ทรงมีพระราชโองการให้ยกเลิกการหมอบราบในขณะเข้าเฝ้าพระมหากษัตริย์ และต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๔๘ ก็ทรงประกาศเลิกทาส ในปีเดียวกันนี้ได้ออกกฎหมายเลิกทาส โดยสั่งห้ามไม่ให้มีการซื้อขายทาสโดยเด็ดขาด พระองค์ทรงเสด็จเยี่ยมเยียนราษฏรทั่วทั้งประเทศ เพื่อไต่ถามและศึกษาสภาพความเป็นอยู่และสุขทุกข์ของอาณาประชาราษฎร์ของพระองค์ โดยมากการเสด็จของพระองค์นี้ เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่า ประพาสต้น นับเป็นการยากที่จะกล่าวถึงพระราชกรณียกิจในการปฏิรูปของพระองค์ได้ทั้งหมด กระทรวงและกรมที่มีอยู่ทุกวันนี้        เกือบทั้งหมดถือกำเนิดมาจากพระราชดำริอันก้าวไกลของพระองค์นั่นเอง

      การสวรรคตของพระองค์เมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๓ นับเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของพสกนิกรทั่วประเทศ เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่พสกนิกรให้ความเคารพและมีความจงรักภักดีมากที่สุดพระองค์หนึ่ง จนพสกนิกรทั่วประเทศขนานพระนามพระองค์ว่า “สมเด็จพระปิยะมหาราช” ยิ่งไปกว่านั้น ชาวไทยทั่วไปโดยมากเชื่อว่า พระองค์ทรงมีอำนาจมหัศจรรย์ในอันที่จะนำมาซึ่งความเป็นสิริมงคลและความเจริญรุ่งเรืองสำหรับผู้ที่กราบไหว้เคารพบูชาพระองค์ ดังนั้นพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์จึงมีให้พบเห็นในเกือบทุกๆ บ้าน     ชาวไทยทุกสาขาอาชีพพร้อมใจกันวางพวงมาลาที่พระบรมรูปทรงม้าของพระองค์     ที่ลานพระบรมรูปในกรุงเทพมหานคร และพระบรมรูปของพระองค์ในจังหวัดต่างๆ

๓. พระปิยะมหาราชเสด็จทรงเปิดพระบรมรูปทรงม้าที่มีคำจารึก “ปิยะมหาราช”
  ๓.๑ คำจารึก
   
  ๓.๒ พระราชดำรัส
   
   
   
   
   
   
   
   
๔. การถวายพระราชสมัญญา “มหาราช” แด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
  ๔.๑ ข่าวมูลนิธิ ๕ ธันวามหาราช ๑๙ มกราคม ๒๕๕๐
   


ข่าวมูลนิธิ ๕ ธันวามหาราช
..........................

   
         เมื่อวันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๕๐ ดร. จรินทร์ สวนแก้ว ประธานมูลนิธิ ๕ ธันวามหาราช นายประจักษ์ ตั้งคารวคุณ ประธานคณะกรรมการจัดงานมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา “๕ ธันวามหาราช” พุทธศักราช ๒๕๔๙   พร้อมด้วย ศ.ดร. ศรีศักดิ์ จามรมาน,   ศ.ดร. ชัยยงค์ พรหมวงศ์   จากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ คณะกรรมการ  ๕  ธันวามหาราช   คณะกรรมการเผยแพร่พระราชสมัญญา และสื่อมวลชนสาขาต่างๆ ได้ทำการประชุมเพื่อเตรียมการเผยแพร่พระราชสมัญญา “ภูมิพลมหาราช” ณ  มูลนิธิ  ๕  ธันวามหาราช   อาคารเฉลิมพระเกียรติ    บริเวณหอสมุดแห่งชาติ  ท่าวาสุกรี  เขตดุสิต  กรุงเทพมหานคร   ซึ่ง ดร. จรินทร์ สวนแก้ว ได้แถลงต่อสื่อมวลชลว่า       เนื่องจากในปีพุทธศักราช  ๒๕๕๐    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว   ทรงเจริญพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา จึงได้กำหนดจัดประชุมเพื่อเตรียมการจัดงานเฉลิมพระชนมพรรษาให้ยิ่งใหญ่และให้สมเกียรติ    โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแซ่ซ้อง สรรเสริญ และเผยแผ่ พระราชสมัญญา “ภูมิพลมหาราช” ให้ขจรขจายไปทั่วทุกสารทิศ    โดยได้ขอความร่วมมือจากสื่อต่างๆ    ให้ช่วยกันประชาสัมพันธ์ให้กว้างขวาง อันจะเป็นการช่วยกันเทิดพระเกียรติในวโรกาสมหามงคลครั้งนี้
   
..........................
  ๔.๒

การสำรวจประชามติ ๒๕๒๘ และการประกาศถวายพระราชสมัญญา ๒๕๓๐
      เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๒๘    คณะกรรมการมูลนิธิ ๕ ธันวามหาราช,   คณะกรรมการจัดงาน  “๕ มหาราช” และกระทรวงมหาดไทย  ได้สำรวจประชามติเกี่ยวกับการถวายพระราชสมัญญา “มหาราช”  แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว   ผ่านองค์กรระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ และ จังหวัดทุกจังหวัด   ตลอดจนระดับกระทรวง ทบวง กรม    รวมทั้งรัฐวิสาหกิจและธุรกิจเอกชนต่างๆ   ว่าจะเห็นชอบพระราชสมัญญา  “ภูมิพลมหาราช”    มากที่สุดถึง  ๓๔,๕๔๙,๘๔๒  คน   และ  เห็นชอบพระราชสมัญญา  “ภัทรมหาราช”  ๖,๐๘๓,๐๑๓  คน   ส่วนที่เหลือมีผู้เห็นชอบให้ถวายพระราชสมัญญาอื่นๆ  อีก  ๑๓  พระราชสมัญญา     ซึ่งเอกสารการสำรวจพระราชสมัญญามีจำนวนถึง ๑,๖๓๐,๐๐๐ แผ่น กระทรวงมหาดไทยจึงได้รวบรวมพร้อมทั้งแยกแต่ละจังหวัดเข้าเล่มเป็นจำนวน ๑๒,๐๐๐  เล่ม    ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเรียบร้อยสวยงามและสามารถค้นคว้าได้โดยสะดวก    ซึ่งเอกสารดังกล่าวได้เก็บรักษาไว้ที่หอเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ภายในหอสมุดแห่งชาติ

   

      ในการถวายพระราชสมัญญา  “มหาราช”      แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว          เนื่องในมหามงคลสมัยเฉลิมพระชนมพรรษา  ๕  รอบ    ในปีพุทธศักราช  ๒๕๓๐   อันเป็นปีที่กำหนดว่าจะน้อมเกล้าฯ   ถวายพระราชสมัญญามหาราชแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คณะกรรมการจัดงาน ๕ ธันวามหาราช  จึงได้นำเสนอ ฯพณฯ พลเอก  เปรม  ติณสูลานนท์   นายกรัฐมนตรีเพื่อประกาศถวายพระราชสมัญญา  “มหาราช”     ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้น้อมเกล้าฯ     ถวายอาศิรวาทราชสดุดีและถวายชัยมงคลในงานสโมสรสันนิบาตในวโรกาสวันฉัตรมงคล
วันที่  ๕  พฤษภาคม  ๒๕๓๐   ณ   ทำเนียบรัฐบาล         ซึ่งสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ   สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย      สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  สยามบรมราชกุมารี      สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี       พระเจ้าวรวงศ์เธอ  พระองค์เจ้าโสมสวลี  พระวรราชาทินัดดามาตุ และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา

     เหตุการณ์ในวันประกาศถวายพระราชสมัญญา  “มหาราช”  นั้น         ทุกผู้คนที่ได้อยู่ในงานและผู้ที่ได้รับชมการถ่ายทอดทางสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ ได้ยินด้วยหูและมองเห็นด้วยตา ขณะที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีประกาศถึงประโยคที่ว่า        “จึงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาติประกาศความสมานฉันท์พร้อมเพรียงกัน เฉลิมพระเกียรติและถวายพระราชสมัญญาเป็น  “มหาราช”  นั้น          เสียงฟ้าได้คำรามขึ้นและดังอยู่ตลอดเวลาจนสิ้นคำว่า  “ขอพระมหาราชเจ้าเผยแผ่พระบรมกฤษฎาเดชานุภาพคุ้มเกล้าคุ้มกระหม่อมเหล่าพสกนิกรตลอดในจิรัฐิติกาล เทอญ”   ก็มีฝนตกลงมาทันที    นับว่าเป็นเพราะพระบุญญาบารมีของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโดยแท้ ที่มีแม้แต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์เบื้องบนก็รับทราบและแสดงปาฏิหาริย์ให้เห็นประจักษ์แก่ทุกคน   เนื่องจากเอกสารการสำรวจประชามติเป็นเอกสารที่มีความสำคัญยิ่งทางประวัติศาสตร์ของชาติ       ที่แสดงให้เห็นถึงความสวามิภักดิ์ ความจงรักภักดี และความเทิดทูนศรัทธา ของพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่าที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ      ดังนั้น  คณะกรรมการมูลนิธิ  ๕  ธันวา  มหาราช         และคณะกรรมการจัดงาน
“๕ ธันวามหาราช”  จึงได้พิจารณาจัดสร้าง “หอเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช” เพื่อเป็นสถานที่สำหรับเก็บรวบรวมหนังสือ   เอกสาร   และโสตทัศนวัสดุต่าง ๆ      อันเกี่ยวด้วยพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว      พระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์       ตลอดจน
พระมหากษัตริย์ในบรมราชจักรีวงศ์ในอดีต      ซึ่งจะเป็นแหล่งวิทยาการสำคัญ    สำหรับศึกษาค้นคว้า   อำนวยประโยชน์อย่างใหญ่หลวงแก่มหาชนโดยทั่วไป    ในการพิจารณาสถานที่นั้น   คณะกรรมการดำเนินงานได้ตกลงใช้พื้นที่หน้าหอสมุดแห่งชาติ    มุมด้านติดกับถนนศรีอยุธยาตัดกับถนนสามเสน      มีพื้นที่กว้าง  ๒๖  เมตร ยาว ๕๕ เมตร รวมเนื้อที่ทั้งหมด ๑,๔๓๐ ตารางเมตรเป็นสถานที่ก่อสร้าง   ได้มีพิธีวางศิลาฤกษ์หอเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช   เมื่อวันที่  ๙  พฤศจิกายน  ๒๕๓๐     โดย  ฯพณฯ พลเอก  เปรม ติณสูลานนท์      ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ             เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธี การก่อสร้างอาคารสำเร็จเรียบร้อยบริบูรณ์ในเดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๓๓

      หอเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช     มีลักษณะเป็นอาคาร ๒ ชั้น     ทรงไทยเรือนยอด    ความกว้าง ๑๖.๕๐ เมตร    ความยาว ๔๒ เมตร    สูงประมาณ ๓๑ เมตร       โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก   ปูพื้นด้วยหินอ่อนโดยตลอด กรมโยธาธิการ กระทรวงมหาดไทย เป็นผู้วางผังออกแบบตัวอาคารและดำเนินการก่อสร้าง กรมศิลปากรออกแบบครุภัณฑ์ และหอสมุดแห่งชาติจัดหาเอกสาร หนังสือ และโสตทัศนวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ    จัดเก็บรักษาในหอเฉลิมพระเกียรติฯ     สิ้นค่าก่อสร้างและค่าครุภัณฑ์    ตลอดจนค่าตกแต่งด้านภูมิสถาปัตยกรรม    เป็นเงิน   ๒๑,๐๐๐,๐๐๐  บาท   (ยี่สิบเอ็ดล้านบาทถ้วน)     เมื่อสร้างเสร็จแล้วได้มอบให้อยู่ในความดูแลของหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร กระทรวงศึกษาธิการ

      หอเฉลิมพระเกียรติฯ แห่งนี้ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ใช้ชื่อว่า
“หอเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช”                 และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์มาทรงเป็นประธานในพิธีเปิดในวันที่ ๓๐ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๓๓

     หอเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช          ได้อำนวยประโยชน์ให้แก่ประชาชนในการศึกษาค้นคว้าทางเอกสารและทางโสตทัศนูปกรณ์เกี่ยวกับพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจต่างๆ
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราชอย่างครบถ้วน                   เพราะได้มีการเก็บเอกสารสำคัญทางประวัติศาสตร์  สิ่งของเครื่องใช้  วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ  ที่เกี่ยวข้องกับองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภาพจิตรกรรมประดับฝาผนังที่แสดงพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจตั้งแต่เสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติจนถึงปัจจุบัน ทั้งยังเป็นอาคารที่สวยงามโดดเด่นเป็นสง่าตามลักษณะของสถาปัตยกรรมไทยที่บังเกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน และจะเป็นมรดกของไทยอีกชิ้นหนึ่งต่อไปในอนาคต     และที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือ       สถานที่แห่งนี้จะเป็นแหล่งรวมความจงรักภักดีจากหัวใจของปวงชนชาวไทยที่มีต่อองค์พระประมุขอย่างลึกซึ้งและแนบแน่น  อย่างไม่มีวันเสื่อมคลายไปชั่วนิจนิรันดร์